Krukaroon

!!!การุณย์ สุวรรณรักษา สังคมศึกษาฯ วรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา!!

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แฉ!! 7 พฤติกรรม

ต้องเร่งกำจัดในโรงเรียน!!

  • พฤติกรรมธรรมดาที่มองว่าไม่แปลก..นั่นหล่ะต้องรีบกำจัดด่วน!


          สวัสดีจ้า น้องๆ ชาว Dek-d.com ช่วงนี้น้องๆ ก็เปิดเทอมมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว น้องๆ ปรับตัวกันได้หรือยัง? ที่ จะต้องตื่นแต่เช้ามาโรงเรียน แล้วก็ต้องไม่นอนดึกด้วย ทำกันได้หรือป่าว ? แล้วในห้องเรียนเวลาที่นั่งเรียนละ  น้องๆ ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนของตัวเองบ้างไหม ? มีอะไรที่เรายังต้องปรับเปลี่ยนเพื่อการเรียนหนังสือที่ดีขึ้น

     ถ้าน้องๆ ยังไม่รู้ว่าจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรดี วันนี้พี่อาย มีพฤติกรรม 7 อย่างที่น้องๆ ควรที่จะรีบปรับและกำจัดออกไปอย่างเร่งด่วน นั้นก็คือ ....

     1. แต่งกายผิดกฎระเบียบตั้งแต่หัวจรดเท้า...  ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ถุงเท้ารองเท้า เครื่องแบบ กระเป๋าและอุปกรณ์ต้องห้ามต่างๆ น้องๆ ส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 70 ! มักจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจะทำผิดกฎระเบียบบ้าง แต่ เรื่องเล็กน้อยเรื่องนี้ อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ในวันข้างหน้าได้นะคะ ถ้าน้องๆ คิดว่าแค่ไม่ติดเข็มโรงเรียนเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ถ้าอาจารย์มาเห็นก็แค่โดนบันทึกในประวัติแต่ไม่ได้มีผลกับคะแนนผลการเรียน ของเราซะหน่อย .. .

     พี่อายอยากบอกว่า น้องๆ อาจจะพลาดแล้วละคะ ถึงแม้อาจจะไม่มีผลกับคะแนนผลการเรียนของน้องๆ แต่จะมีผลต่อการสมัครเรียนต่อหรือการทำงานนะคะ เพราะเวลาที่เราไปสมัครเรียนหรือสมัครงานนั้น เขาจะต้องตรวจสอบประวัติพฤติกรรมของน้องๆ ด้วย การที่น้องๆ แต่งกายไม่เรียบร้อยจนเคยชิน เขาอาจจะมองว่าเป็นการส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทหรือองค์กรนั้น น้องๆ อาจจะพลาดโอกาสนี้ไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นน้องๆ ควรจะแต่งกายให้ถูกต้องไม่ผิดกฎระเบียบของโรงเรียนนะ
                                 

     2. ลอกการบ้าน...  เป็น พฤติกรรมยอดฮิตของนักเรียนทุกยุคทุกสมัย ที่ชอบแอบทำในห้องเรียน อาจารย์ยืนสอนอยู่หน้าห้อง เห็นนักเรียนก้มๆ เงยๆ ก็หลงดีใจ   แหม ... นักเรียนของเราตั้งหน้าตั้งตาจดเลคเชอร์ใหญ่เลย ที่ไหนได้รีบลอกการบ้านเพื่อนให้เสร็จก่อนหมดคาบเรียนต่างหาก ...

     ระวังนะคะ .. ลอกการบ้านเพื่อนไปฟังอาจารย์สอนไป ตอนท้ายคาบส่งงานจะกลายเป็นส่งการบ้าน+เลคเชอร์รวมกันเป็นงานเดียวกันนะ (เพราะ พี่อายเคยแล้วจ้า อย่าทำตามนะ ไม่ดี ๆ )
ฉะนั้นน้องๆ ควรจำกัดมันออกซะ เราควรจะมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของเรา การบ้านที่อาจารย์ท่านมอบหมายให้ เราก็ควรที่จะทำให้เรียบร้อยจากที่บ้านนะคะ

                          
     3. มาโรงเรียนสาย ...  หรืออาจเที่ยงเลยด้วยซ้ำ น้องๆ บางคนชอบมาโรงเรียนสายเป็นประจำ ด้วยเหตุผลที่ว่าตื่นสาย! รถติด! เลย ทำให้มาโรงเรียนไม่ทันเข้าแถวหน้าเสาธง แต่บางคนถึงขั้นมาโรงเรียนตอนเที่ยง เพราะเคยชินกับการตื่นนอนช่วงสิบเอ็ดโมงเลยมาเรียนช่วงเช้าไม่ทัน

     ถ้าน้องๆ คนไหนยังมาโรงเรียนสายแบบนี้ คะแนนความประพฤติของน้องๆ จะไม่เหลือเอานะคะ น้องๆ อาจจะต้องมาซ่อมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในช่วงปิดเทอม และอดไปเที่ยวกับครอบครัวด้วย แล้วยังทำให้น้องๆ เรียนตามเพื่อนคนอื่นไม่ทันอีก เพราะฉะนั้นต้องกำจัดซะ ตื่นแต่เช้าและมาโรงเรียนให้ทันเวลาเข้าแถวหน้าเสาธงด้วย
 
     4. หลับ ...  กิจกรรมหลักของเด็กหลังห้อง หรือริมหน้าต่าง เหตุผลสำหรับคาบเช้า แบบว่าเมื่อคืนนอกดึกง่วงมากกว่าซี่รี่ส์จะจบ ไหนจะต้องดูบอลต่ออีกนะ เหตุผลของคาบบ่าย แบบว่ากินข้าวมาอิ่มๆ เล่นบาสมาเหนื่อยๆ หนังท้องติ่งหนังตาก็หย่อน  เลยของีบหน่อย

     ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงฤดูการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 ด้วยแล้วน้องๆ หลายคนคงตั้งหน้าตั้งตาดูไม่หลับไม่นอน เลยทำให้ตื่นเช้ามาเรียนไม่ไหว ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอจนเผลอนอนหลับในห้องเรียน เป็นการกระทำที่ไม่ดีเลยนะจ๊ะเด็กๆ อยู่ในห้องเรียน ก็ต้องเรียน

     เมื่อรู้ว่าต้องตื่นมาเรียนตอนเช้าเราก็ควรจะรีบนอนและพักผ่อนให้เพียงพอ เช้ามาจะได้มาเรียนแบบสดชื่น ...
ภาพจากอินเตอร์เน็ต
     5. กินขนม ...  อ้า เมื่อเช้าตื่นสาย ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย .... หิวจัง เหตุผลยอดฮิตที่เป็นสาเหตุของการแอบกินขนมในห้องเรียน พออาจารย์หันหลังไป เขียนกระดานเท่านั้นละ มือที่สอดอยู่ใต้โต๊ะ ก็หยิบอะไรก็ไม่รู้เข้าปาก  งับ มุบ มุบ .. พออาจารย์หันกลับมาพูดก็ก้มหน้าก้มตาจดๆ (ไม่รู้ไม่ชี้)

     เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีนะคะ เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติอาจารย์ผู้สอน มารยาทการเป็นผู้ฟังที่ดีเราควรตั้งใจและสนใจผู้พูด ไม่ทำกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการรบกวนผู้พูด ดังนั้นน้องๆ ชาว Dek-D.com เรามาเลิกกินขนมในห้องเรียนกันเถอะนะ

     6. คุย ... ทั้ง คุยโทรศัพท์ และคุยกันเองกับเพื่อนข้างๆ พอดีว่าอารมณ์ยังค้างกับละครเมื่อคืนอยู่เลยยังเมาท์ไม่หมด ขอเมาท์ต่ออีกนึง แต่ก็จะพบกับสายตาดุๆ จากอาจารย์ และเพื่อนๆ ที่ตั้งใจเรียนอยู่ ไม่ดีเลยนะพฤติกรรมนี้ เพราะจะเป็นการสร้างความรำคาญให้กับเพื่อนที่เข้าตั้งใจเรียนอยู่นะคะ
 
      7. อ่านการ์ตูน เล่นเกม แชท ...   เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่ง ที่มักปรากฏอยู่ใต้โต๊ะเรียน.. วิชานี้ไม่ชอบ ไม่อยากเรียน ก็จะหยิบหนังสือ โทรศัพท์มือถือ หรืออื่นๆ ขึ้นมาเล่นใต้โต๊ะ เพื่อแก้เบื่อ

      ระวังจะโดนอาจารย์ยึดนะ!!  ถ้าไม่อยากโดนยึด ก็ไม่ควรทำพฤติกรรมนี้ในเวลาเรียน เปลี่ยนไปทำในเวลาพักกลางวันหรือเวลาหลังเลิกเรียนแทนจะดีกว่า    

          พฤติกรรมเหล่านี้ น้องๆ อย่าไปเสียดายเลยนะ ไม่ต้องเก็บรักษาเอาไว้ ควร ที่จะรีบจำกัดออกไป ถ้าน้องๆ กำจัดพฤติกรรมเหล่านี้ออกไปได้ น้องๆ ก็จะมีสมาธิในการเรียนมากขึ้นช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น อาจารย์ก็จะชื่นชมมากขึ้นเองด้วย
นอกจากนี้น้องๆ ก็จะมีหุ่นที่ดี สวย หล่อเพราะไม่กินขนมจุกจิกอีกด้วยนะ อิอิ
ดังนั้นเรามาจำกัดพฤติกรรมเหล่านี้ออกไปกันเถอะ
เพื่ออนาคตที่ดีของเราเองนะคะ

^__________________________^


ขอบคุณรูปภาพจาก
http://www.oknation.net
http://picdb.thaimisc.com
http://www.dt.mahidol.ac.th
http://www.happyreading.in.th
http://www.bntschool.com/
http://บึงกาฬ.com

ข้อมูลจาก  www.dek-d.com/content/education
28:08:2012:23:30

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แสดงความคิดเห็นเรื่อง "มหัศจรรย์ วันกางเต้นท์"

                                    มหัศจรรย์ "วันกางเต้นท์"

    นี่เธอ จะไปไหน  เราจะไป  เข้า Rally            Rally ณ ที่ใด  เราจะไป  ให้ทุกที่
    ไปในเต้นท์  เรียงรายเด่น เป็นสักขี               วิชาการ ท่านว่ามี  ลองดูซิ มีอะไร
    แต่ละห้อง  บอร์ดสี่ชิ้น                               เหมือนกันสิ้น เธอว่าไหม  
    ความรู้ดี  มีวินัย                                       และก็ ใฝ่คุณธรรม
    จรรยางาม  ห้อยต่องแต่ง                           ลูกโป่งแดง สดใสล้ำ
    แผ่นซีดี  ห้อยประจำ                                ต่างช่วยทำ ทั้งพารา
    แรงจูงใจ  มีมากมาย                                 กระตุ้นให้  ไปศึกษา
    คนเฝ้าเต้นท์  เอนกายา                             ดีดกีต้าร์  มาปลอบใจ
    เด็กทั้งห้อง  เตรียมร้องเพลง                      เสียงแซ่เซ็ง อยู่ไหวไหว
    รอคนตรวจ  ตรวจผ่านไป                           ต่างสดใส ร้องไชโย
    พีวีซี  ทั้งสี่ด้าน                                       ยังใช้งาน  ได้อีกโข
    งานชุมนุม ก็เมโม                                    ติดเต้นท์โชว์  ได้อีกครา
    Rally  วิชาการ                                       ดูแล้วมัน เศร้านักหนา
    เสียเท่าไร  ต้องตรวจตรา                          สิ่งได้มา  คุ้มค่าฤา
    วิชาการ ผลงานหมวดฯ                            ร่วมประกวด  มิใช่หรือ
    นักเรียนรวม ร่วมฝึกปรือ                           สิ่งนี้คือ ประสบการณ์
    จุดเด่นงาน มันอยู่นี่                                 ไม่ใช่ที่  เต้นท์เธอฉาน
    และสิ่งเดียว อัศจรรย์                               คือชื่องาน นั้นปะไร
    อัศจรรย์ โรงเรียนเล็ก                              ที่เด็กเด็ก บอกไม่ไหว
    เพราะไม่มี สิ่งจูงใจ                                 อยู่ในเต้นท์ เป็นสำคัญ
    ทุ่มทุน มหาศาล                                     ผลของงาน พาลเสียขวัญ
    ทุ่มไป ทำไมกัน                                      หากสงสาร ปรับปรุงที
    ศิษย์เก่า เรามีอยู่                                    ต่างก็รู้ ช่วยหน่อยสิ
    ผู้ปกครอง เราก็มี                                    ช่วยหน่อยซี อย่าละเลย
   ขอขอบคุณ ที่เมตตา                                 เราคอยท่า คำเฉลย
   ขอเป็นสุข ทุกท่านเอย                              จบภิเปรย  สวัสดี




     

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โครงการตรวจการใช้งบประมาณโรงเรียน


 ข้อมูลจาก  http://www.thairath.co.th/content/edu/2831 (13:08:12)


                  โดยความคิดเห็นส่วนตัว เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะการใช้งบประมาณควรใช้ด้านการเรียนการสอนไม่ควรต่ำกว่า 50 เปอร์เซนต์  และสิ่งที่น่าตกใจหากเราใช้งบเพื่อการเรียนการสอนเพียง 10 %
ผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือควร วางมาตรการการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของโรงเรียนเป็นการด่วน
ซึ่งจะป้องกันการคอรัปชั่นได้เป็นอย่างมาก  และที่สำคัญผลประโยชน์จะได้ตกแก่นักเรียนอย่างจริงจัง
ให้สมกับคำหวานที่พูดกันไม่หยุดหย่อน "เด็กเป็นสำคัญ"  ถ้าใช้งบเพื่อเด็กต่ำมากเกินไป มันก็ไม่ใช่ "เด็กเป็นสำคัญ"อีกต่อไป
                  การใช้จ่ายงบประมาณสมควรให้ครู และกรรมการสถานศึกษาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจ ในโครงการที่ต้องใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และ
งบประมาณที่มีผลผูกพันต่อเนื่องกับโรงเรียนต่อไปในกาลข้างหน้า ไม่ควรดำเนินการโดยลำพัง  เมื่อเกิดปัญหาขึ้นต่อไปใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
                 และไม่เป็นการสมควรที่จะเบียดบังเงินที่ควรทุ่มเทให้กับการเรียนการสอน ไปใช้ในด้านอื่น ๆ ที่ไม่ได้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนเกี่ยวข้องกับ "การเรียน"ของนักเรียนแต่ประการใดเลย
                 เป็นอันว่าถ้า สสค.ทำได้ตามที่ได้แสดงเจตนาไว้  ก็ขออนุโมทนาสาธุ ด้วยคนหนึ่ง

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นักเรียนขับไล่ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการโรงเรียน


กาฬสินธุ์- นักเรียนโรงเรียนเขาวงพิทยาคาร จ.กาฬสินธุ์ กว่า 1,000 คน ฮือไล่ ผอ.และรอง ผอ.ออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง อ้างมีพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์ บริหารงานล้มเหลว ด้าน ผอ.สนง.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ตั้ง กก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้ ผอ.เข้ามาช่วยราชการจนกว่าผลสอบข้อเท็จจริงจะเสร็จสิ้น
    
       วันนี้ (22 พ.ย.) ที่โรงเรียนเขาวงพิทยาคาร อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ นักเรียนโรงเรียนดังกล่าวอ้างชื่อว่า กลุ่มแนวร่วมพิทักษ์ธรรม กว่า 1,000 คน ชุมนุมขับไล่นายสัญชาติ ตาลชัย ผู้อำนวยการโรงเรียน และ นายทรงฤทธิ์ เถาว์ชาลี รองผู้อำนวยการโรงเรียน ออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง โดยอ้างผู้บริหารทั้ง 2 คน มีพฤติกรรมส่อทุจริตแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง
    
       โดยเฉพาะการหักเปอร์เซ็นต์ โครงการรับเหมาก่อสร้างภายในโรงเรียนหลายโครงการ อีกทั้งยังบริหารงานงานล้มเหลว ทำให้การเรียนการสอนของนักเรียนตกต่ำ ส่งผลให้ผู้ปกครองต้องย้ายบุตรของตนเองไปเรียนที่อื่น
    
       นายเสฏฐวุฒิ ศรีพูล ตัวแทนนักเรียนที่ชุมนุมประท้วง กล่าวว่า โรงเรียนเขาวงพิทยาคาร เป็นสถาบันการศึกษาประจำอำเภอที่สร้างคน สร้างชื่อเสียงนำพาความภาคภูมิใจสู่พี่น้องประชาชนชาวอำเภอเขาวงมาโดยตลอด จนเมื่อนายสัญชาติ ตาลชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนได้ย้ายมาเป็นผู้บริหาร นำความเสื่อมถอยด้านวิชาการ ทำให้ผลการเรียนการสอนของนักเรียนตกต่ำลง นักเรียนที่เรียนเก่งๆต้องย้ายที่เรียนไปเกือบหมด
    
       นอกจากนี้ นายสัญชาติ ยังได้แต่งตั้ง นายทรงฤทธิ์ เป็นรองผู้อำนวยการ ทั้งที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู มีพฤติกรรมส่อทุจริตแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง โดยเฉพาะโครงการรับเหมาก่อสร้างภายในโรงเรียนหลายโครงการ เช่น การรับเหมาก่อสร้างและปรับปรุงอาคารสถานที่ การปรับปรุงโรงอาหาร การซ่อมบ้านพักครู 2 หลัง การเทคอนกรีตหน้าเสาธง และการเรียกเก็บการซื้อพัสดุจากร้านค้าต่างๆ ซึ่งแต่ละโครงการมีผู้รับเหมาเพียงรายเดียวเท่านั้น
    
       นายเสฏฐวุฒิ กล่าวอีกว่า จากพฤติกรรมของผู้บริหารทั้ง 2 คน นักเรียนรวมถึงศิษย์เก่าและผู้ปกครองจึงได้รวมตัวกันชุมนุมขับไล่นายสัญชาติ และนายทรงฤทธิ์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 24 ดำเนินการย้ายผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมงทันที หากยังไม่ได้รับคำตอบ นักเรียนทุกคนจะชุมนุมยืดเยื้อ จะไม่เข้าเรียนจนกว่าทั้ง 2 คน จะย้ายออกนอกพื้นที่และจะเดินทางเข้าไปยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด กาฬสินธุ์ต่อไป
    
       ล่าสุด นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้สั่งการให้นายสุริยนต์ วะสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 จังหวัดกาฬสินธุ์เข้าเจรจากับนักเรียนแล้ว
    
       นายสุริยนต์ วะสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่เข้าไปเจรจากับนักเรียนแล้ว โดยนักเรียนได้ยื่นข้อเสนอคือ 1.ให้จัดครูวิทยาศาสตร์มาให้เหมาะสม 2.ให้ผู้บริหารสนับสนุนกิจกรรมของนักเรียนทุกๆด้าน 3.ปรับปรุงห้องเรียนให้อื้อต่อการเรียนการสอน ซึ่งตนรับปากจะดำเนินการให้
    
       และ 4.ให้ย้ายนายสัญชาติ ตาลชัย ผู้อำนวยการโรงเรียน และนายทรงฤทธิ์ เถาว์ชาลี รองผู้อำนวยการโรงเรียนออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง โดยเรื่องดังกล่าวเป็นการกล่าวหา จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
    
       เบื้องต้นจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา คาดว่าจะน่าทราบผลภายใน 7 วัน และจะให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเข้ามาช่วยราชการในสำนักงานจนกว่าการสอบสวน เสร็จสิ้น ส่วนรองผู้อำนวยการนั้น เป็นการแต่ตั้งกันภายใน ซึ่งโรงเรียนและคณะกรรมการศึกษาจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ
    
       อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนายสัญชาติ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เพราะปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือ


ข้อมูลจาก http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000165149

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


“ดร.รุ่ง” ชี้ การศึกษาไทยวิกฤต แนะปฏิรูปการศึกษาเน้นผู้เรียน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กรกฎาคม 2555 08:11 น.
       “ดร.รุ่ง” ชี้ การศึกษาไทยวิกฤตหนัก วิชาชีพครูอยู่ในอันดับท้ายๆ ที่คนจะเลือก แนะทุกคนช่วยปฏิรูปการศึกษากลับไปบ้านเกิดของตนใช้ความรู้สอนลูกหลานเน้นผู้ เรียนเป็นสำคัญ
    
       วานนี้ (25 ก.ค.) ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ดร.รุ่ง แก้วแดง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวระหว่างปาฐกถาพิเศษ วชิรบารมี “ทิศทางการศึกษาไทยภายใต้ การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2” มีใจความตอนหนึ่ง ว่า ประเทศไทยเริ่มจัดการศึกษาในระบบพร้อมๆ กับประเทศญี่ปุ่น และมีการพัฒนาการศึกษามาต่อเนื่อง จนในปี 2540 มีการตรวจสอบ พบว่า การศึกษาไทยเป็นปัญหาใหญ่ เพราะจำนวนคะแนนเฉลี่ยของคนไทยต่ำมาก ในขณะที่กำลังคนในการศึกษาก็มีปัญหา คือ วิชาชีพครูถดถอยลงเรื่อยๆ จากอดีตที่มีการคัดเลือกคนที่เรียนได้ที่ 1 มาเป็นครู แต่ปัจจุบัน วิชาชีพครูอยู่ในอันดับท้ายๆ ที่คนจะเลือก และมักเป็นผู้ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ในขณะที่ประเทศมาเลเซีย เขาให้ความสำคัญกับวิชาชีพครูมาก ให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเรื่องเงินเดือนครูก็สูงกว่าข้าราชการอื่นถึง 15% และอย่างที่ประเทศจีน ก็ให้การยกย่องครูมาก เหมือนที่ไทยเคยยกย่องครูเหมือนในอดีต แต่ปัจจุบันวิชาชีพครูถูกมองข้าม แม้แต่สำนักงบประมาณ ยังบอกว่า ไม่มีเงินให้เพราะเป็นคนกลุ่มใหญ่ ขณะที่ บริษัทที่ปรึกษาแมคแคนซี่ ได้ทำการวิเคราะห์ และจ้างอาจารย์มหาวิทยาลัยดังของโลกมาทำการศึกษา สรุปว่า ถ้าเราจะยกระดับการศึกษาได้ต้องมีระบบการเมืองที่ต้องนิ่งอย่างน้อย 8 ปี เช่น ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และ เวียดนาม และต้องมีผู้นำทางการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ ในการปฏิรูปการศึกษา ประกอบกับกระทรวงศึกษาธิการ ต้องมีนักการศึกษาที่เป็นผู้นำในการปฏิรูป และขับเครื่องการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศไทยไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย เห็นได้จากรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เปลี่ยนบ่อยมาก และนักการศึกษาส่วนใหญ่ก็มีแต่พูด แต่ไม่ลงมือทำ

  ดร.รุ่ง กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การศึกษาไทยกำลังวิกฤตหนัก ทำอย่างไรที่จะให้ทุกคนหันมาร่วมปฏิรูปการศึกษา สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทย วิธีที่ ง่ายที่สุด คือ กลับไปบ้านเกิด ใช้ความรู้ ประสบการณ์และเครือข่ายในการช่วยลูกหลานของเรา ทั้งนี้ การปฏิรูปการศึกษาควรเน้นปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมการบริหารแบบมีส่วนร่วมและตั้งเป้าหมายที่มีพลัง และส่งเสริมการประกันคุณภาพภายในให้เป็นวัฒนธรรมคุณภาพ


http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000091582


                           คุณภาพเด็ก...ขวัญกำลังใจครู...เป็นของคู่กัน


        จากนโยบายลดกำลังบุคลากรภาครัฐ ด้วยการให้ข้าราชการที่มีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์กำหนด สามารถขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดที่จะมีอายุครบ 60 ปีได้นั้น เหมือนจะได้ผลเอามาก ๆ เพราะนับตั้งแต่โครงการนี้ถูกจัดขึ้นมามีข้าราชการใช้สิทธิกันเต็มโควตา โดยเฉพาะวงการครูได้ขอเออร์ลี่รีไทร์กันเกินจำนวนทุกครั้งจนถึงขั้นต้องมี การจัดอันดับกันใหม่ ส่วนนี้หากมองถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็น่าจะมีมากหากเป็นหน่วยงานราชการที่ มีคนล้นงาน เพราะจะทำให้เหลืองบประมาณไปพัฒนาด้านอื่นเพิ่มขึ้น  แต่หากเป็นหน่วยงานที่มีปริมาณงานมากจำนวนบุคลากรยังขาดแคลนอยู่อย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคุณภาพการศึกษาของเด็กก็คงหนีไม่พ้น ด้วยการศึกษาต้องจัดให้กับเด็กทุกคนในทุกพื้นที่ เมื่อต้องมาเจอโครงการนี้เข้าไปหลายรอบทำให้ครูขอออกจากระบบไปแล้วเป็นแสน ราย ครูขาดแคลนจึงเกิดขึ้นตามมาโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากจะเกิดปัญหาครู ไม่พอสอนครบทุกชั้นส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ครูจะไม่พอสอนครบทุกสาระวิชา แม้ว่าปัญหานี้ในช่วงหลัง ๆ ทาง กพร.จะคืนอัตราเกษียณของครูมาให้ครบทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์แล้วก็ตาม แต่ด้วยปัญหานี้ถูกสะสมมานานทำให้จำนวนครูขาดแคลนจึงยังมีอยู่อีกมากเช่น เดิม
หากถามว่า ทำไม? ครูไทยถึงอยากเออร์ลี่รีไทร์กันมากนัก ทั้งที่เงินเดือนในปัจจุบันก็ได้รับในอัตราสูงพอสมควร คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้รับก็คงจะตอบว่า “อยากออกเพราะเหนื่อย” ซึ่งความเหนื่อยที่ว่านี้น่าจะมีสาเหตุมาจากหลายประการ คงนำมาแจกแจงในที่นี้ไม่หมดแน่จึงขอนำเสนอเฉพาะประเด็นสำคัญบางส่วน ดังนี้
เหนื่อยแรก คงหนีไม่พ้นภาระงานที่มีมากจนเกินกำลัง ทั้งงานจากต้นสังกัดต่างสังกัดที่ถูกส่งไปให้ครูทำโดยไม่คำนึงว่ากิจกรรม โครงการหรืองานที่หน่วยเหนือคิดให้นั้นจะสามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาถึงความต้อง การของแต่ละพื้นที่ได้แท้จริงหรือไม่ เพราะด้วยความเป็นจริงแล้วเด็กในแต่ละพื้นที่จะมีความต้องการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตแตกต่างกันไปการกำหนดให้ทำในแนวทางเดียวกันทุกพื้นที่นั้นคงไม่ได้ผล ทุกพื้นที่ แต่เมื่อถูกสั่งมาแล้วก็จำเป็นต้องทำ แม้รู้ว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะคุ้มค่ากับการลงทุน ลงแรง และเวลาที่ใช้ไปหรือไม่ ผลสุดท้าย การปรุงแต่งตัวเลขสวยหรูกับการรายงานผลเพื่อมิให้ถูกตำหนิจึงเกิดขึ้น ภาระงานที่ว่านี้ยิ่งไปรวมกับงานตรวจสอบ การประเมินผลคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอกด้วยแล้ว ยิ่งหนักไปกันใหญ่ เพราะการประเมินที่ว่านี้ แม้ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบจะบอกว่าประเมินที่คุณภาพเด็กแต่ด้วยมีการสร้าง มาตรฐานการประเมินเกี่ยวข้องกับหลายส่วนในหลายมาตรฐานการขอดูร่องรอยหลักฐาน จึงยังคงมีอยู่ท้ายสุดก็ลงที่งานเอกสารอยู่ดี จึงกลายเป็นภาระหนักของครูอย่างยิ่งที่ต้องมาจัดเตรียมเอกสาร หลักฐานจำนวนมาก ปัญหาที่ว่านี้หากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่มีบุคลากรและงบประมาณมาก ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูและงบประมาณน้อยแล้ว ความสาหัสที่เกิดขึ้นกับครูคงไม่ต้องพูดถึง เมื่องานอื่น ๆ มีมาให้ทำแทบจะกลายเป็นงานหลัก เลยทำให้งานสอนกลายเป็นงานรองไปในที่สุด เมื่อครูเสียเวลาไปกับงานอื่นมากมายเช่นนี้เวลาที่จะเหลือไปคิดเตรียมการ พัฒนาสื่อหรือวิธีการสอนเด็กให้เกิดคุณภาพก็หมดไป
เหนื่อยต่อมาก็น่าจะเกี่ยวข้องกับตัวครูเองที่ต้องโดนถูกตรวจสอบอย่างต่อ เนื่องว่าเป็นครูมีคุณภาพหรือไม่ ซึ่งคุณภาพที่ว่านี้หากดูกันที่ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนก็ถือว่าถูก ต้องแต่นี่กลับไปคิดว่าครูขาดคุณภาพเพราะขาดความรู้ เมื่อโจทย์ผิดวิธีคิดแก้ปัญหาจึงผิดไปด้วย การนำครูไปอบรม สัมมนาจนแทบไม่มีเวลาอยู่โรงเรียน หรือบังคับให้ครูเรียนรู้ตามหลักสูตรกำหนดผ่านสื่อเทคโนโลยีโดยที่ผู้ดำเนิน การเองก็มิเคยรับรู้ว่าระบบที่ใช้มีปัญหามากน้อยเพียงใด ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจะไม่ได้ทำให้ครูเกิดคุณภาพเป็นครูมืออาชีพอย่างแท้จริง แล้วยังพลอยเกิดความเครียดเพราะเกรงว่าจะไม่ผ่านหลักสูตรอีกด้วย
อีกความเหนื่อยหนึ่งของครูซึ่งน่าจะถือเป็นประเด็นหลักเลยก็ว่าได้นั่นก็ คือ ความเหลื่อมล้ำในความก้าวหน้าทั้งด้านเงินเดือนและวิทยฐานะ ที่ยังไม่ได้วัดกันที่ศักยภาพความสามารถ จากการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง แต่ส่วนใหญ่ยังเน้นอยู่ที่ผลงานวิชาการเป็นหลัก ยิ่งไปเจอกับมาตรฐานการประเมินของคณะกรรมการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของ แต่ละสำนักงานเขต แต่ละกลุ่มวิชาที่บางคณะก็รู้จักผ่อนคลายเข้าใจงานของครูแต่บางคณะก็สุด เขี้ยวยึดแต่หลักการหรืออัตตาของตนเองหรือคำนึงอยู่แค่ว่าต้องมีผลงาน วิชาการเป็นเลิศเป็นหลัก ทั้งที่งานวิชาการที่ว่านี้ครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ไม่ถนัดและไม่สอด คล้องกับงานที่ปฏิบัติจริง ด้วยครูที่ส่งผลงานก็เพื่อขอวิทยฐานะไม่ใช่ขอตำแหน่ง ผศ. รศ. หรือ ศ. แต่อย่างใดจึงไม่น่าจะเน้นงานวิชาการมากขนาดนั้น  ทำให้การได้มาซึ่งวิทยฐานะของครูจึงยากมากหรือมีบางส่วนได้มาก็เกิดการ เปรียบเทียบของครูด้วยกันเองทั้งในและต่างโรงเรียนจนถึงระหว่างเขตพื้นที่ การศึกษา ทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำในมาตรฐานการประเมิน ยิ่งมีการนำแท่งเงินเดือนไปยึดติดอยู่กับวิทยฐานะด้วยแล้ว ทำให้ครูที่ไม่ได้รับวิทยฐานะเพิ่มขึ้นเงินเดือนต้องตันอยู่กับแท่งเดิม เรียกว่าเงินเดือนก็ชนเพดานวิทยฐานะก็ต่ำ ความน้อยเนื้อต่ำใจจึงเกิดขึ้น
สาเหตุความเหนื่อยหน่ายของครูที่นำมายกตัวอย่างเพียงบางส่วนนี้เชื่อว่า ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทราบกันดีจนอาจเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่สำหรับครูที่ได้รับผลกระทบถือว่าเป็นตัวบั่นทอนขวัญกำลังใจที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นตัวส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงไปด้วย เมื่อทุกฝ่ายอยากให้ครูได้ช่วยกันเพิ่มคุณภาพเด็ก ก็น่าจะต้องหันมาเสริมขวัญ สร้างกำลังใจให้กับครูให้ได้ก่อน ด้วยการปลดล็อกปัจจัยที่สร้างความเหนื่อยล้าของครูทั้งหลายนี้ให้เหลือน้อย ที่สุดหรือหมดไปเลยได้ยิ่งดี การปลดล็อกที่ว่านี้คิดว่าทำได้หากมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือครู กรณีตัวอย่างความสำเร็จของการแก้ไขก็มีเกิดขึ้นให้เห็นบ้างแล้ว เช่น การคลายล็อกเรื่องเงินเดือนเต็มเพดานที่ตอนนี้ ก.ค.ศ. ได้ออก กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำหรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ (ฉบับที่...) พ.ศ..ซึ่งจะสามารถช่วยครูที่มีเงินเดือนเต็มเพดานแท่ง คศ. 2 , คศ. 3 คศ. 4 ได้เลื่อนไหลไปรับในแท่งที่สูงขึ้นได้เมื่อเงินเดือนขยายได้เพิ่มขึ้นความ เหลื่อมล้ำด้านเงินเดือนและความเครียดจากปัญหาวิทยฐานะก็น่าจะลดน้อยลง ครูก็จะมีกำลังใจ เหลือเวลามาสอนเด็กได้มากขึ้น
ปัจจัยต่อมาที่ควรปลดล็อกก็คือ น่าจะลดจำนวนการประเมิน การทดสอบให้น้อยลงหรือไม่ก็ยกเลิกไปเลยแล้วใช้วิธีการนิเทศ ช่วยเหลือ สนับสนุน เข้าไปทดแทน เพราะเท่าที่ผ่านมาการประเมินหรือการทดสอบแม้จะรู้ปัญหาแล้วก็ตามแต่ก็ไม่ ได้เข้าไปช่วยเหลือโรงเรียนกันอย่างจริงจัง พอสิ้นปีก็มีการทดสอบหรือประเมินกันใหม่อีกเมื่อเป็นเช่นนี้คุณภาพของเด็กจะ ดีขึ้นได้อย่างไรเมื่อทุกฝ่ายทำหน้าที่แต่ตรวจสอบหาปัญหา แต่ไม่เข้าไปร่วมแก้ปัญหาและพาทำอย่างจริงจังสักที
อีกล็อกหนึ่งที่จะต้องเร่งแก้ไข คือ ควรบูรณาการลดกิจกรรม โครงการ ที่หน่วยเหนือคิดขึ้นเพื่อให้เหลือที่สำคัญจริง ๆ จะได้ไม่สร้างภาระให้กับครู และเหลือเวลากับการสอนเด็กมากขึ้น หรือหากจะให้ดีก็ควรใช้วิธีจัดสรรงบประมาณส่งไปให้โรงเรียนคิดแก้ปัญหาและ พัฒนาเองน่าจะทำให้ตรงกับบริบทความต้องการแต่ละพื้นที่มากยิ่งขึ้น หากทำได้เช่นนี้งานด้านเอกสารต่าง ๆ หรือกิจกรรมที่ทำให้ครูต้องทิ้งโรงเรียนเพื่ออบรม สัมมนาก็จะลดลงไปด้วย
หากหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวได้ช่วยกันปลดล็อกสาเหตุทั้งหลายที่ทำให้ครู เสียเวลา เสียขวัญกำลังใจ ให้หมดไปได้พร้อมทั้งหาทางเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้เกิดขึ้นกับครูพร้อมไป ด้วยแล้ว เชื่อว่าจิตวิญญาณของความเป็นครูคงไม่มีใครไม่อยากเห็นศิษย์ของตนเองมี คุณภาพตกต่ำเป็นแน่ การพัฒนาคุณภาพเด็กจึงอย่ามัวหลงประเด็น คิดอยู่แค่ครูขาดความรู้ เพราะปัญหาใหญ่ไม่ใช่อยู่ตรงนั้น ซึ่งความเชื่อส่วนตัวยังเชื่อว่าหากครูมีขวัญ กำลังใจดี ประสิทธิภาพการทำหน้าที่การเรียนการสอนก็ต้องดีตามไปด้วย คุณภาพการศึกษาของเด็กก็คือผลลัพธ์ที่จะตามมาทั้งหมดไม่ใช่เป็นแค่หลักการ แต่เป็นข้อเท็จจริงนะครับท่าน.

 กลิ่น สระทองเนียม
http://www.dailynews.co.th/education/137400

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


  การพัฒนาโรงเรียนจากภายใน

                                                                     (อ่านไม่ได้คลิกเปลี่ยนรหัสอักขระให้เป็นไทยก่อนครับ)
                                                                                   บทความจาก ดร.เซ็น   แก้วยศ

           ในการนี้ขอเผยแพร่คำสอนจากถ้ำสุมะโน เกี่ยวกับผู้บริหารเอาไว้เป็นข้อเตือนจิตใจกันนะครับ
              

   พรหมวินาศ 4 ของผู้บริหาร

            1. หลงอำนาจ
            2. ฉ้อราษฎรบังหลวง
            3. หลอกลวงลูกน้อง
            4. ยกย่องคนเลว

 
 

 

นักเรียนทุกคน ช่วยตอบแบบสอบถามนี้ด้วยค่ะ

ดูทีวีครูเรียนรู้วิทยายุทธ

Subscribe Now: Feed Icon